แค่รู้ตัว ก็เท่ากับมีสติ

ถ้าไม่ได้ฝึกสติ สภาวะรู้ยังไม่ตื่น กระแสวิญญาณขันธ์ ที่ส่งออกไปตามอารมณ์ต่าง ๆ จะเรียกว่า เกิดจิตเจตสิกขึ้นมา แต่เมื่อสภาวะรู้เริ่มตื่น จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า  จิตตั้งมั่น จิตตั้งมั่น ประกอบไปด้วย 2 สิ่ง สิ่งหนึ่งก็คือ วิญญาณขันธ์ ซึ่งเกิดมาจาก อวิชชา หรือจิตที่เป็น สังขตธรรม เป็น กระแสของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งมีอวิชชาห่อหุ้มอยู่ อีกสิ่งหนึ่งคือสภาวะรู้ที่บริสุทธิ์ เป็นอมตธาตุ และกำลังของสภาวะรู้นี่แหละ ที่จะคอยตัดกระแสของกิเลสหรือกระแสของจิต ซึ่งทุกคนจะมี 2 สิ่งนี้ประกอบด้วยกันอยู่ สิ่งหนึ่งเป็น สังขตธรรม เกิดจากอวิชชา สิ่งหนึ่งเป็นเรื่องของ อสังขตธรรม เป็นอมตธาตุ และสิ่งนี้เท่านั้นที่สามารถหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ในเนื้อธรรมสุดท้ายที่บริสุทธิ์ ที่จิตวิญญาณขันธ์ ไม่สามารถก่อกำเนิดขึ้นมาได้เลย มีแต่สิ่งนี้เท่านั้นที่เข้าถึงเนื้อธรรมตรงนี้ได้  เพราะว่าคือสิ่งเดียวกัน ที่เรียกว่า อสังขตธรรม หรือธาตุบริสุทธิ์  เมื่ออยู่กับสภาวะรู้ที่มีความละเอียดสูงมาก ๆ ก็จะรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า ” วิบากกรรม ” ได้

เจตนาเป็นตัวกรรม จิตเกิดขึ้นแล้วดับไป กรรมเกิดขึ้นแล้วจบไป แต่สิ่งที่คงอยู่คือ วิบากกรรม จิตกุศลก็ตาม จิตอกุศลก็ตาม บางทีเกิดขึ้นครั้งเดียว แต่ให้ผลสืบต่อยาวนานมาก ตราบใดที่ยังมีรูปนามขันธ์ 5  ตราบใดที่ยังอยู่ในวัฏฏะ วิบากกรรมก็จะให้ผลสืบต่อตลอดเวลา  ร่างกายนี้เป็นกรรมเก่า เกิดขึ้นมาจากกรรมเก่าที่เราทำไว้ บางอย่างเราก็รู้ว่าไม่ดี แต่ก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้!! เคยเป็นไหม?  รู้สึกว่าแรงกรรมเยอะ ทำไมเราต้องคอยไปทำสิ่งนี้ ทั้งที่ไม่อยากทำ แต่ก็ต้องทำ เพราะแรงกรรมพาไป แรงกรรมก็เกิดจากกรรมที่เราทำไว้ ในแต่ละภพแต่ละชาติ เป็นเหมือน DNA เป็นพลังงานที่ละเอียดมาก ลอยอยู่ในมิติอวกาศ รายล้อมตัวเราอยู่ หนีไม่พ้น มีแต่เนื้อธรรมบริสุทธิ์เท่านั้น ที่วิบากกรรมไม่ปรากฏ หลุดออกจากวังวนนี้ได้ ถ้าพัฒนาสติ สภาวะรู้ได้ละเอียดถึงขีดสุด จะรู้กลไกการทำงานของสิ่งที่เรียกว่า ” กฎแห่งกรรม ”  ทั้งกฎแห่งกรรมที่เป็นวงจรเฉพาะตัวเรา และกฎแห่งกรรมที่เป็นวงจรหมู่ในระดับ มหภาคได้ เราจะรู้เลยว่า ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาแบบบังเอิญ หรือลอย ๆ ทุกอย่างมีเหตุมีปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดขึ้น เป็นรูปธรรม เป็นนามธรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมาทั้งที แทนที่เราจะใช้กรรมให้หมด ตรงข้าม  ยิ่งสร้างกรรมสร้างวิบากขึ้นเรื่อย ๆ พอกพูน ก็ไม่สามารถที่จะหลุดออกจากวังวนนี้ได้ สติปัฏฐาน4  พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าเป็นทางสายเดียว ที่จะหลุดออกจากสิ่งเหล่านี้ได้ ที่จะสามารถเข้าถึงความบริสุทธิ์ หมดจด ชำระบาปและอกุศลให้หมดสิ้นไปได้ นั่นคือเนื้อธรรมสุดท้ายที่บริสุทธิ์ วิบากกรรมไม่เข้าถึง จิต รูปนาม ขันธ์ 5 ก็ไม่ปรากฏ มีแต่อมตธรรมล้วน ๆ เรียกว่า  นิพพานธาตุ

พระมหาวรพรต กิตฺติวโร
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

1